ArticleID PicAddress Subject Date
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
 
 
ViewArticlePage
 
 
 
  • การแบ่งจิตของมนุษย์  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • แต่ถ้าจิตระดับสามัญ (หรือนัฟซุลอัมมาเราะฮฺ) มีการคิดบ้างก็จะกลายเป็นจิตสูง ดังนั้น กระบวนการคิดของผู้มีจิตใจสูงส่งนั้น แตกต่างจากผู้มี จิตใจสามัญ (normal mind) เป็นอย่างมาก เพราะในขณะที่ จิตสามัญ พึ่งพา “ความรู้” ของตนที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์จากผัสสะทั้งห้าอันจำกัดเท่านั้น แต่ จิตใจสูงส่ง และ จิตศักดิ์สิทธิ์ ในระดับที่สูงกว่านั้น มิได้พึ่งพาอยู่แค่แหล่งความรู้อันจำกัดเหล่านั้นเหมือนอย่าง จิตใจสามัญ แต่ยังสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ อย่างเห็นองค์รวม อย่างเห็นภาพรวมภาพเดียว โดยสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆ ที่ซับซ้อนและเข้าใจภาพรวมได้

    จิตใจสูงส่ง จึงมิได้ใช้แค่ตรรกะเหตุผลล้วนๆ ในการมองเหตุการณ์และสรรพสิ่ง แต่ยังใช้ ตรรกะร่วมกับสัมผัสพิเศษ อันละเอียดอ่อนในการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วย โดยที่สัมผัสพิเศษนี้ทำให้สามารถได้รับความคิดใหม่ๆ หรือความรู้ใหม่ๆ ซึ่งมีแหล่างที่มาจาก “ภูมิปัญญาอมตะ” (eternal wisdom) ที่อยู่ในมิติที่สูงขึ้นไป เพียงแต่ยังได้รับแค่เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น

    การยกระดับจาก จิตใจสามัญ ไปสู่ จิตใจสูงส่ง โดยผ่านการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา และการบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างบูรณาการจึงเป็นก้าวแรกของการก้าวไปสู่จิตศักดิ์สิทธิ์ (นัฟซุลมุฎเฎาะมะอินนะฮฺ)

    ระดับที่สอง เป็นระดับ ที่สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก โดยเป็นกระบวนการที่พัฒนาต่อมาจากระดับ จิตใจสูงส่ง  ระดับนี้ โดยหลักการเรียกว่าการมีจิตใจกระจ่างแจ้ง (The Illumined Mind) หรือนัฟซุลเลาวามะฮฺ

    ความแตกต่างระหว่างจิตระดับที่หนึ่งกับที่สองนั้นคือ

    ในขณะที่ จิตใจสูงส่ง เป็น ใจที่มีความคิดสูงส่ง แต่ จิตใจกระจ่างแจ้ง กลับเป็น จิตใจที่สว่างแจ้งทางจิตวิญญาณ จิตใจกระจ่างแจ้งนี้มิได้ทำงานด้วยความคิด แต่ทำงานด้วย นิมิต (vision) ที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของผู้นั้นอย่างเป็นไปเอง ความคิด ในจิตใจระดับนี้ทำหน้าที่แค่เป็นผู้ช่วยตัวหนึ่งในการแสดงออกซึ่ง ความปราดเปรื่อง ของคนผู้นั้นเท่านั้น

    ขณะที่จิตใจของสามัญชนอาจจะพึ่งพาความคิดเป็นหลัก และหลงผิดคิดว่าความคิดเป็นกระบวนการสูงสุด หรือกระบวนการหลักในการเข้าถึงความรู้ แต่ในจิตใจระดับนี้ ความคิด กลับเป็นเรื่องรองๆ เมื่อเทียบกับ ความสว่างแจ้ง และ ความปราดเปรื่อง ในการเข้าถึงความรู้ของคนผู้นั้น หรือเรียกอีกอย่างว่า จิตที่ได้รับทางนำหรือการชี้นำพิเศษจากพระเจ้า แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและความประพฤติของเขา
    ระดับที่สาม เป็นระดับของจิตศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก โดยเป็นกระบวนการที่พัฒนาต่อมาจากระดับ จิตใจกระจ่างแจ้ง ระดับนี้  เรียกว่า การมี ญาณทัสนะ (The Intuitive Mind) จิตที่มี ญาณทัสนะ เป็นผลมาจากการที่จิตสำนึกของผู้นั้น สามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับมิติขั้นสูงจนสามารถได้รับความรู้และข่าวสารจาก ภูมิปัญญาอมตะ ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับจิตในระดับ จิตใจสูงส่ง และ จิตใจกระจ่างแจ้ง

    จิตในระดับที่มี ญาณทัสนะ นี้ จึงสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้แก่ “จิตศักดิ์สิทธิ์” หรือพระผู้เป็นเจ้าได้ แม้จะยังไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดก็ตาม อนึ่ง จิตที่มีญาณทัสนะ เป็นจิตที่มีพลังพิเศษอยู่ 4 ประการคือ
    1)  พลัง ในการเห็นความจริงหรือสัจธรรมหรือที่เรียกว่า อิลมุลยะกีน
    2) พลัง ในการได้รับแรงบันดาลใจหรือการดลจากพระเจ้าในบางครั้ง หรือที่เรียกว่า การอิลฮาม นั่นเอง
    3)  พลัง ในการเข้าใจความหมายของเรื่องราวได้โดยพลัน หรือในปรัชญาอิสลามเรียกว่า อัลอิลมุล ฮุฎูรี เป็น

    ภาพหรือแก่นแห่งวิชาการที่ปรากฏขึ้นเองโดยปราศจากการเรียนรู้ หรือได้รับการถ่ายทอดจากผู้ใด หากแต่เป็นผลพวงที่เกิดจากการฝึกฝนตนเองไปตามระดับขั้น ยิ่งออกห่างจากความผิดหรือบาปกรรมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้สัจธรรมความจริงมากเท่านั้นหรือเรียกอีกอย่างว่า อัยนุลยะกีน

    อัล-กุรอาน สำทับเรื่องนี้ว่า สูเจ้าจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ แล้วพระองค์จะสอนทุกสิ่งแก่เจ้า

    اتقو الله يعلم كم الله

    ยังจะมีผู้ใดที่สามารถสอนสั่งวิชาการการได้ดีเยี่ยมไปกว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) อีก ขณะที่พระองค์ทรงเป็น อะลีม อะลากุลลิชัย ความรอบรู้ของพระองค์กับซาต (อาตมัน) ของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขณะที่ความรู้ของเรากับซาต (ตัวตน) ของเรามิได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

     4) พลัง ในการเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างซับซ้อน หรือที่เรียกว่า การมองเห็นทุกสิ่งด้วยตาใจ ไม่ใช่ตาเนื้อ หรือมองเห็นทุกสิ่งด้วยตาปัญญา มิใช่ตาแห่งผัสสะ ซึ่งเรียกพลังในส่วนนี้ว่า ฮักกุลยะกีน หมายถึงมองเห็นสัจธรรมทุกประการของทุกสรรพสิ่ง การที่เขาสรรสร้างความดีเนื่องจากมองเห็นสัจธรรมแห่งความดีงามนั้น และการที่เขาหลีกเลียงไม่กระทำบาปหรือความผิดทั้งปวง เนื่องจากมองเห็นสัจธรรมแห่งความชั่วนั้นนั่นเอง

    ดังที่ ท่านอิมามอะลี (อ.) แบ่งการอิบาดะฮฺ ของปวงบ่าวไว้ 3 ประเภท กล่าวคือ การอิบาะฮฺของพ่อค้า การอิบาดะฮฺของทาส และการอิบาดะฮฺของบ่าวผู้เป็นอิสระ ซึ่งการอิบาดะฮฺของบ่าวอิสระหมายถึง ไม่ว่าพระองค์จะให้รางวัลตอบแทนหรือไม่ ข้าพระองค์ก็ขออิบาดะฮฺต่อพระองค์ เนื่องจากความรักและความคู่ควรในการเป็นพระเจ้าของพระองค์ หรือแม้แต่พระองค์จะไม่หลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง ข้าพระองค์ก็ขออิบาดะฮฺต่อพระองค์อยู่ดี เนื่องจากเหตุผลเดียวกัน

    ดังนั้น จิตในระดับที่สามนี้เรียกว่า (นัฟซุลมุฎเฎาะมะอินนะฮฺ) เป็นจิตที่สงบมั่น ณ พระผู้เป็นเจ้า เป็นจิตที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักและเรียกร้องให้กลับคืนสู่พระองค์ตลอดเวลา ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า

    يَا أَيَّتُهَا النَّفْسُ الْمُطْمَئِنَّةُ ارْجِعِي إِلَى رَبِّكِ رَاضِيَةً مَّرْضِيَّةً . فَادْخُلِي فِي عِبَادِي وَادْخُلِي جَنَّتِي 

    โอ้ ดวงชีวิตที่สงบมั่นเอ๋ย จงกลับมายังพระผู้อภิบาลของเจ้า ขณะที่เจ้ามีความยินดี (ในพระองค์) และเป็นที่ปิติ (ของพระองค์)  ฉะนั้น จงเข้ามาอยู่ในหมู่ปวงบ่าวของข้าเถิด. และจงเข้ามาอยู่ในสรวงสวรรค์ของข้าเถิด
    ระดับที่สี่ เป็นระดับของจิตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นของมนุษย์บางจำพวกที่ได้รับความกรุณาพิเศษจากพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่สามารถยกระดับจิตของตนให้มาสู่ระดับนี้ได้ (นัฟซุลมุฎเฎาะมะอินนะฮฺ) คือจิตสูงสุดระดับสุดท้ายของมนุษย์ทั่วไป

    จิตในระดับที่สีหรือจิตที่มีญาณทัสนะ ระดับนี้ เรียกอีกอย่างว่า โลกุตตรจิต หรือ จิตเหนือโลก (over mind) เป็นจิตที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูง มีศักยภาพในการรองรับภารกิจใหญ่ๆ ที่มนุษย์คนอื่นไม่สามารถรับได้ โลกุตตรจิต เป็นระดับจิตที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถฝึกฝนจนบรรลุถึงได้ ยกเว้นมนุษย์บางจำพวกที่ได้รับความกรุณาพิเศษจากพระเจ้า เฉกเช่น ท่านเราะซูลลุลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) หรือพระศาสดามุฮัมมัดนั่นเอง และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) อัล-กุรอานกล่าวถึง ความหนักแน่นและความสูงส่งของจิตระดับนี้ว่า

    لَوْ أَنزَلْنَا هَذَا الْقُرْآنَ عَلَى جَبَلٍ لَّرَأَيْتَهُ خَاشِعًا مُّتَصَدِّعًا مِّنْ خَشْيَةِ اللَّهِ وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ  

    หากเราประทานอัล-กุรอานลงมาบนภูเขา แน่นอน เจ้าจะเห็นภูเขานอบน้อม และแตกออกเป็นเสี่ยงเนื่องจากความกลัวต่ออัลลอฮฺ อุปมาเหล่านี้เราได้ยกมาเป็นอุทาหรณ์สำหรับมนุษย์ บางทีพวกเขาจะได้พิจารณาใคร่ครวญ (อัลฮัซรฺ / 21)

    โองการบ่งบอกให้เห็นถึงความหนักแน่นแห่ง โลกกุตตรจิต ของท่านศาสดา ซึ่งมีความหนักแน่นยิ่งกว่าภูผา
     จิตที่เหนือกว่าโลกุตตรจิตคือ จิตสุดยอด (Supermind) หรือ จิตสูงสุด ที่มิได้ดำรงอยู่ในเชิงโครงสร้างของจิต หรือในฐานะที่เป็นปลายทางของการยกระดับจิต แต่ จิตสุดยอด นี้ดำรงอยู่ในฐานะที่ “ค้ำจุน” ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล (Kosmos) เอาไว้ จิตสุดยอด หรือ จิตสูงสุด นี้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ธรรมจิต (Spirit) หรือจิตแห่งพระเจ้า หรือรูฮุลลอฮฺ นั่นเอง ซึ่งไม่มีจิตใดหรือสิ่งใดสูงส่งไปกว่าพระองค์ ดังที่กล่าวว่า ลาอิลาฮะ อิลลาฮุ หรือ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮฺ)

    โลกุตตรจิต คือตัวแทนของ จิตสุดยอด ที่ปรากฏแก่มนุษย์ปุถุชนผู้ยังไม่รู้ และยังไม่บรรลุในฐานะที่เป็น “ธรรมะ”

    จิตสุดยอด สัมพันธ์และเข้ากระทำต่อ โลกของปุถุชน โดยผ่าน โลกุตตรจิต เพราะปุถุชนไม่อาจทนทานต่อการรับพลังโดยตรงจาก จิตสุดยอด หรือ จิตสูงสุด ที่เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์พันดวงได้ จิตสูงสุด จึงต้องเข้ากระทำโดยผ่านการกลั่นกรองจาก โลกุตตรจิต เสียก่อน มนุษย์ปุถุชนสามารถรับ “พลัง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลวัตแห่งวิวัฒนาการทางจิตได้ โดยการปฏิบัติธรรมการเจริญสมาธิภาวนา และการบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างบูรณาการ ซึ่งจะไปพัฒนาศักยภาพทางจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนอีกทีหนึ่ง

    ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) กล่าวเสมอว่า มนุษย์ที่ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาและบำเพ็ญเพียรทางจิตจะสามารถยกระดับจิตไปสู่การมี จิตศักดิ์สิทธิ์ได้